| หน้าแรก | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |
ทศกัณฐ์ฝันร้าย
           คืนวันหนึ่งทศกัณฐ์หลับสนิทอยู่กับนางมณโฑ   ครั้นล่วงปัจฉิมยามก็เกิดนิมิตอัศจรรย์ขึ้น   พอตื่นจากใสยาสน์เสด็จออกท่ามกลางมหาเสนาทั้งปวง   จึงมีบัญชาแก่พระยาพิเภกผู้น้องว่า
                                "น้องรักเมื่อใกล้รุ่งราตรีพี่ฝันประหลาด   ฝันว่า
                        มีพระยาแร้งชาญฉกรรจ์       ขนนั้นขาวผ่องทั้งอินทรีย์
                        บินมาแต่เบื้องบูรพทิศ           สำแดงฤทธิ์ดังราชปักษี
                        ข้ามมหาคงคาวารี                 ร่อนอยู่ตรงที่หน้าพระลาน
                        ปะกับแร้งดำตัวกล้า                อันมาปัจจิมทิศาน
                        ตีกันในกลางคัคนานต์             แร้งดำตัวหาญนั้นเสียชัย
                        ตกลงยังพื้นปถพี                     สกุณีไม่บินไปได้
                        กลิ้งเกลือกเสือกสิ้นชีวาลัย       กลายไปเป็นรูปอสุรา
                        แล้วเอากะลาน้ำมันยาง           ใส่ไส้วางลงเหนือหัตถา
                        ยังมีหญิงหนึ่งพาลา                 วิ่งเข้ามาจุดอัคคี
                        น้ำมันแห้งสิ้นไส้ชวลิต             กะลาไหม้ไฟติดเมือพี่
                        พิษเพลิงร้อนทั่วอินทรีย์           ฝันนี้ดีร้ายประการใด"
           พระยาพิเภกได้ฟังดังนั้น   วิเคราะห์ดูตามฝันแล้วก็หวั่นพระทัยนัก   น่าเสียดายพิภพยักษ์อันแสนสนุกดังเมืองสวรรค์จะต้องมาพินาศฉิบหายเสียในคราวนี้   คิดแล้วจึงยอกรกราบทูลว่า
           "อันกะลานั้นได้แก่กรุงลงกา   เชื้อไส้นั้นได้แก่พระองค์   น้ำมันคือพระบรมวงศานุวงศ์น้อยใหญ่   เพลิงซึ่งลุกไหม้ลามไปนั้นได้แก่นางสีดา   อันหญิงซึ่งมาจุดไฟนั้นได้แก่นางสำมนักขา   แร้งเผือกซึ่งบินมานั้นได้แก่พระราม   แร้งดำคือพระองค์   เหตุเกิดทั้งนี้หมายความว่าจะต้องเกิดสงครามเพราะนางสีดาเป็นเหตุ   เพราะพระรามผัวนางสีดาจะตามมาชิงชัย   อันความฝันนี้ไม่ดีเลยจะเกิดการเดือดร้อนทั่วกรุงลงกาทีเดียว"
           ได้ยินดังนั้นทศกัณฐ์ก็มีพระพักตร์เผือด   พระทัยหายเสียดายชีวิตแล้วตรัสต่อไป
           "น้องร่วมชีวิตพ   ฝันอัปมงคลเช่นนี้จะสะเดาะเคราะห์ประการใด   จึงจะจำเริญผลสถาพร   น้องจงเร่งคิดอ่านให้พ้นพิบัติราคีด้วย"
           พิเภกทูลว่า   "อันการสะเดาะเคราะห์นั้นตามคัมภีร์หามีไม่   ถ้าจะผ่อนปรนมิให้เกิดอันตรายถึงชีวิต   ก็ต้องด้วยสัตยธรรมถือมั่นในความสุจริตเป็นที่ตั้ง   ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมดับจิตอันโมหันฉันทาเสีย   อย่าละโมบโลภหลงในรสรักหักความเสน่หาแล้วส่งนางสีดาคืนไป   ก็จะดับสงครามนี้เสียได้   พระองค์ก็ใช่ว่าจะไร้อัคเรศบังอรก็หาไม่   ถึงแม้ว่าจะเอานางอัปสรใดๆ ก็จะได้ตามประสงค์   ประโยชน์อะไรจะมาหลงกับตัวมารที่จะผลาญกรุงลงกา"
           ได้ยินอนุชามาพาทีเหมือนสอนเช่นนั้นทศกัณฐ์ก็โกรธราวกับเพลิงไหม้โลก   สิบปากตวาดออกไปพร้อมกัน "เหม่ เหม่ ไอ้พิเภาก   อวดเจรจาหมิ่นกูมิได้เคารพนับถือ   กูเสียแรงที่เลี้ยงมึงมาและรักดังดวงใจ   มิรู้ว่าใจมึงจะพาลสันดาลหยาบไปเข้าข้างศัตรู   มึงพูดราวกับกูไม่มีฤทธิ์คิดแต่จะให้ส่งนางสีดาไป"
           พระยาพิเภกเห็นพระเชษฐาโกรธก็ยิ่งกลัวเกรงยิ่งนัก   จึงก้มลงกราบทูลว่า
           "น้องนี้จงรักภักดีต่อพระเชษฐายิ่งนัก   ไช่ว่าจะคิดว่าเพียงเป็นพี่เท่านั้น   หากถือว่าเป็นบิดาอันได้ให้กำเนิด   ที่น้องทำนายไปก็เพื่อจะให้เกิดความสถาพรแก่พระเชษฐาและบ้านเมือง   ใช่เข้าด้วยพวกไพรีหรือคิดร้ายต่อพระเชษฐาก็หาไม่"
           "เงียบไอ้พิเภกมึงอย่ามาแก้ตัว   ขาดพี่ขาดน้องกันในวันนี้   เมื่อเอ็งว่าพระรามพระลักษณ์ดีมึงก็อย่าอยู่ในเมืองกูเลย   ไปเสียเดี๋ยวนี้"   ว่าแล้วทศกัณฐ์ก็ชักพระขรรค์กระโดดเข้าไล่พิเภกทันที   พิเภกเห็นว่าถ้าขืนช้าอยู่ต้องตายแน่จึงกระโดดหนีเป็นพัลวันวิ่งเข้าไปแอบอิยทรชิตหลาน   ร้องขอชีวิตตัวสั่น   พอเห็นทศกัณฐ์วิ่งมาก็เข้าไปแอบกุมภกรรณและหมู่ญาติ
           ทศกัณฐ์มิได้คิดจะฆ่าจริงๆ จึงสั่งให้เสนายึดทรัพย์สินของพิเภกทั้งหมด   แล้วให้ขับไล่ออกจากเมืองมาร

| หน้าแรก | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | บน |